เจาะเทรนด์ตลาด Wellness 2026 เน้นขาย Healthspan แทน Lifespan

เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่ อุตสาหกรรม Wellness และ Anti-aging พยายามขาย “ความฝัน” ให้กับเราผ่านภาพของตัวเลข ไม่ว่าจะ อายุที่ยืนยาวขึ้น, การมีชีวิตถึง 100 ปี, หรือการครอบครองยาอายุวัฒนะที่ทำให้เราเป็นอมตะ แต่หากเราลองหยุดและถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “การมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปีบนเตียงผู้ป่วย กับการมีชีวิตที่แข็งแรงเต็มที่ถึง 85 ปี แบบไหนที่เราต้องการมากกว่ากัน?”
คำตอบของคนส่วนใหญ่ในวันนี้ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทรงพลังที่สุด ของการตลาดในศตวรรษที่ 21 และจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของ การตลาด Wellness ในปี 2569 และต่อไปในอนาคต
I Plan Digital จะพาคุณไปเจาะลึกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ จากการไล่ล่าตัวเลขของ Lifespan ไปสู่การแสวงหาคุณค่าของ Healthspan พร้อมถอดรหัสกลยุทธ์ที่ธุรกิจต้องปรับใช้ เพื่อเลิกขาย “ความอมตะ” และหันมาขาย “ความแข็งแรงและคุณภาพชีวิต” ที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง
Healthspan vs. Lifespan ต่างกันอย่างไร?
ก่อนจะไปต่อ เราต้องเข้าใจความหมายของสองคำนี้ให้ชัดเจน เพราะนี่คือหัวใจของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด
ลองจินตนาการถึงกราฟชีวิตของคนสองคน
นาย A (โฟกัสที่ Lifespan) เขามีอายุยืนยาวถึง 95 ปี (นี่คือ Lifespan ของเขา) แต่ตั้งแต่อายุ 70 ปีเป็นต้นมา เขาต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลด้วยโรคเรื้อรัง ไม่สามารถเดินได้สะดวก หรือทำกิจกรรมที่เคยรักได้อีกต่อไป 25 ปีสุดท้ายของเขา คือช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมาน
นาง B (โฟกัสที่ Healthspan) เธอมีอายุ 88 ปี (นี่คือ Lifespan ของเธอ) แต่จนถึงอายุ 85 ปี เธอยังสามารถเดินป่ากับลูกหลาน, เดินทางท่องเที่ยว, และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระโดยปราศจากโรคภัยไข้เจ็บที่บั่นทอนร่างกาย ช่วงเวลาที่เธอป่วยหนักจริง ๆ มีเพียง 3 ปีก่อนเสียชีวิต (นี่คือ Healthspan ของเธอที่ยาวนานถึง 85 ปี)
- Lifespan คือ “ปริมาณ” ของชีวิต หรือ “จำนวนปี” ที่เรามีลมหายใจอยู่
- Healthspan คือ “คุณภาพ” ของชีวิต หรือ “จำนวนปี” ที่เรามีชีวิตอยู่อย่างมีสุขภาพดี แข็งแรง และปราศจากโรคเรื้อรัง
เป้าหมายของการตลาดสุขภาพยุคใหม่ จึงไม่ใช่แค่การยืดเส้นกราฟ Lifespan ให้ยาวออกไป แต่คือการทำให้เส้นกราฟของ Healthspan ทาบทับกับ Lifespan ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทำไมผู้บริโภคยุคใหม่ถึงเลือก ‘คุณภาพชีวิต’ มากกว่า ‘อายุยืน’
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่มีปัจจัยขับเคลื่อนเชิงลึก มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
- การเข้าถึงข้อมูลและความรู้ ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความรู้มากขึ้น พวกเขาเห็นภาพความเป็นจริงจากรุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายที่อายุยืนยาวขึ้นจริง แต่ต้องแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตที่ลดลง พวกเขาจึงเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามว่า “การมีชีวิตยืนยาวแต่ต้องทนทุกข์นั้น มีความหมายจริงหรือ?”
- เศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ (Experience Economy) คนยุคใหม่ให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” มากกว่า “การครอบครอง” การเดินทาง, การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ, การเล่นกีฬา, หรือการใช้เวลากับคนที่รัก ล้วนต้องอาศัย “สุขภาพที่แข็งแรง” เป็นพื้นฐาน ดังนั้น สุขภาพที่ดีจึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่จะนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่า
- การนิยาม “ความแก่” ใหม่ ภาพของคนอายุ 60-70 ที่นั่งเฉย ๆ อยู่บ้านได้หายไปแล้ว คนกลุ่มนี้ หรือที่เรียกว่า “Silver Gen” ยังคงแอคทีฟ, ทำงาน, ท่องเที่ยว และมีพลังขับเคลื่อนสูง พวกเขาไม่ได้มองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอกย้ำความแก่ชรา แต่ต้องการโซลูชัน ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการต่อไปได้ หรือที่เรียกว่า Active Aging
- อิทธิพลของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) แทนที่จะรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา ผู้คนหันมาลงทุนกับการป้องกันมากขึ้น พวกเขายอมจ่ายเงินเพื่อตรวจสุขภาพ, ทานอาหารเสริม, จ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว หรือใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อยืด Healthspan ไม่ใช่แค่ Lifespan
3 กลยุทธ์การตลาด Wellness 2569 สื่อสารอย่างไรเมื่อ ‘ความแข็งแรง’ คือเป้าหมายหลัก
เมื่อเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารครั้งใหญ่ นี่คือ 3 แนวทางสำคัญ
1. จากความกลัว (Fear-based) สู่การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspire-based)
- การตลาดแบบเก่า (Lifespan-focused) ใช้ความกลัวเป็นตัวขับเคลื่อน “ระวัง! ริ้วรอยกำลังจะมา” “ป้องกันโรคหัวใจตั้งแต่วันนี้” “อย่าปล่อยให้ความแก่ชราพราก…” ข้อความเหล่านี้เน้นไปที่การ “หลีกเลี่ยง” สิ่งที่ไม่ดี
- การตลาดแบบใหม่ (Healthspan-focused) ใช้แรงบันดาลใจเป็นตัวนำทาง “มีพลังงานเต็มเปี่ยมเพื่อเล่นกับหลานได้ทั้งวัน” “พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์เบสแคมป์ในวัย 60” “สุขภาพดีพอที่จะเริ่มต้นธุรกิจใหม่หลังเกษียณ” ข้อความเหล่านี้เน้นไปที่ “การบรรลุ” สิ่งที่ยอดเยี่ยมและเป็นไปได้ การขาย “ความแข็งแรง” (Vitality) คือการขายความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดของชีวิต
2. การใช้ข้อมูลเพื่อสร้าง Personalized Wellness
การมี Healthspan ที่ดีนั้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จสำหรับทุกคน การตลาดแบบ One-size-fits-all จึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แบรนด์ต้องนำเทคโนโลยีและข้อมูลมา ใช้เพื่อนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
- ข้อมูลจาก Wearable Devices ใช้ข้อมูลการนอน, อัตราการเต้นของหัวใจ, ระดับความเครียด จากสมาร์ทวอทช์ มาแนะนำโปรแกรมออกกำลังกาย หรืออาหารเสริมที่เหมาะสม
- การตรวจเลือดและ DNA นำเสนอโปรแกรมโภชนาการ หรือวิตามินที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ จากผลเลือดหรือข้อมูลทางพันธุกรรม
- AI-Powered Apps พัฒนาแอปพลิเคชัน ที่สามารถปรับเปลี่ยน แผนการดูแลสุขภาพได้แบบเรียลไทม์ตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน
การตลาดแบบนี้จะเปลี่ยนบทสนทนาจาก “นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน” ไปเป็น “นี่คือสิ่งที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ เพื่อให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด”
3. สร้าง Community สำหรับ Active Aging Lifestyle
ผู้คนไม่ได้ซื้อแค่ผลิตภัณฑ์ แต่พวกเขาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่มคน” ที่มีเป้าหมายและความเชื่อเดียวกัน แบรนด์สามารถสร้างความภักดีที่เหนียวแน่น ได้ด้วยการสร้างคอมมูนิตี้
- จัดกิจกรรม สร้างชมรมวิ่ง, จัดทริปโยคะรีทรีต, หรือจัดเวิร์กช็อปทำอาหารสุขภาพสำหรับลูกค้า
- สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ สร้างกลุ่ม Facebook หรือฟอรัมบนเว็บไซต์ เพื่อให้ลูกค้าได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์, สูตรอาหาร, หรือเคล็ดลับการออกกำลังกาย
- ใช้ Brand Ambassadors ที่ใช่ เลือกใช้บุคคลที่เป็นตัวแทนของ Healthspan จริง ๆ อาจเป็นนักกีฬาอาวุโส, นักธุรกิจที่ยังแอคทีฟในวัย 70, หรือบล็อกเกอร์ท่องเที่ยววัยเกษียณ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความรู้สึกเชื่อมโยง
Case Study แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จกับการตลาดแบบ Healthspan-focused
- WHOOP แบรนด์สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพที่ไม่เคยพูดเรื่อง “อายุยืน” เลย แต่เน้นการสื่อสารเรื่อง “การฟื้นฟูร่างกาย (Recovery)” เพื่อให้คุณพร้อมสำหรับ “วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” นี่คือการขาย Healthspan ที่ชัดเจนที่สุด
- Equinox (Luxury Fitness Club) พวกเขาไม่ได้ขายการเป็นสมาชิกฟิตเนส แต่ขายไลฟ์สไตล์ภายใต้สโลแกน “It’s Not Fitness. It’s Life.” แคมเปญโฆษณาของพวกเขามักจะแสดงภาพคนที่แข็งแรงและเปี่ยมด้วยพลังในทุกช่วงวัย ซึ่งเป็นการสื่อสารถึง คุณภาพชีวิต และความแข็งแกร่ง
- Athletic Greens (AG1) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่เน้นรักษาโรคใดโรคหนึ่ง แต่สื่อสารเรื่องการ “เติมเต็มพื้นฐานทางโภชนาการ (Foundational Nutrition)” เพื่อให้คุณมีพลังงานและสุขภาพที่ดีในทุก ๆ วัน
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนบทสนทนา เลิกตอกย้ำความกลัวเรื่องความแก่ชรา และหันมาเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจที่บอกกับผู้บริโภคว่า “ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ก็สามารถมีชีวิตที่แข็งแรง, มีพลัง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายได้” แบรนด์ที่เข้าใจและสามารถสื่อสารสัจธรรมข้อนี้ได้ก่อน จะไม่ใช่แค่ผู้นำตลาด แต่จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Global Wellness Institute. (2023). Global Wellness Economy Monitor
- Attia, P. (2023). Outlive: The Science and Art of Longevity
- Harvard Business Review. Articles on “The Experience Economy”
บทความที่เกี่ยวข้อง: Silver Economy 2.0 เมื่อผู้สูงวัยต้องการนวัตกรรมย้อนวัย


